The Impossible (A+)

posted on 04 Dec 2012 23:16 by sannyzzz directory Entertainment

เช้าวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ไม่สิ อันที่จริงมันก็ไม่เช้าแล้วล่ะ เพราะมันเกือบเที่ยงแล้ว ผมตื่นขึ้นมาเปิดทีวี เห็นข่าวภัยธรรมชาติอะไรสักอย่าง แต่ยังจับใจความไม่ได้ เขากำลังรายงานเรื่องความสูญเสียที่ประเทศไทย ยาวเรื่อยไปจนถึงประเทศชายฝั่งแอฟริกา ความสูญเสียแผ่กระจายกว้างขนาดนั้น เลยคิดว่าโลกคงถึงกาลอวสานแล้วสิ นั่งเฝ้าหน้าจอทีวีด้วยใจสั่นระทึกสักพักจึงรู้รายละเอียดว่าอะไรเป็นอะไร ร้ายแรงขนาดไหน และเกิดมาจากอะไร และนั่นแหละครับ ครั้งแรกที่ผมรู้จัก "สึนามิ"

 

 

'Hereafter' หนังเมื่อปี 2553 ของ Clint Eastwood ก็เคยพูดถึง และนำเสนอภาพของเหตุการณ์ครั้งนั้น มาปีนี้ 'The Impossible' พูดถึงมันอีกครั้ง โดยคราวนี้เล่าผ่านครอบครัวชาวสเปน (แต่หนังเล่นเป็นครอบครัวชาวอังกฤษ) ที่มาพักผ่อนที่ภูเก็ต และแน่นอน พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับหนึ่งในภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ที่พรากชีวิตคนไปกว่า 230,000 คน

 

หนังนำเสนอภาพของสึนามิได้น่ากลัวมาก และถ่ายทอดออกมาได้ดีมากๆ ทั้งตอนถล่ม การเอาตัวรอดของสองแม่ลูกที่ระทึกมากๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกระเสือกกระสนเอาตัวรอดหลังจากคลื่นสงบลง ภาพแผลของคนแม่นี่ยังติดตาอยู่เลย อีกทั้งภาพเหตุการณ์ระหว่างการเดินทางไปโรงพยาบาลของสองแม่ลูกที่นำเสนอออกมาได้หดหู่สุดๆ

 

หนังทำให้เราได้ลุ้นอยู่ตลอดเวลา ครอบครัวต้องพลัดพราก คนหนึ่งเจ็บหนัก บวกกับบรรยากาศในโรงพยาบาลและศูนย์อพยพที่เต็มด้วยผู้คน มันทำให้เครียดมากๆ แต่กระนั้นเราก็ยังได้เห็นความยิ่งใหญ่ของจิตใจมนุษย์ น้ำใจที่มีให้กันและกัน ที่เป็นจุดขายหลักดั่งที่เห็นกันตั้งแต่คำโปรยบนใบปิด ซึ่งหนังก็ไม่ได้บิ้วมากมาย แต่หลายๆฉากน้ำตามันก็ไหลมาโดยไม่รู้ตัวและกลั้นไม่อยู่จริงๆ

 

 

ซึ่งหนังมาถึงจุดนี้ได้ นอกจากภาพที่สมจริงแล้ว ส่วนสำคัญอีกส่วนก็คือการแสดงที่ท็อปฟอร์มของทุกคนทั้งตัวหลักและตัวประกอบ Naomi Watts (นางเอกอันดับหนึ่งของผม) ให้การแสดงระดับสุดยอด (อีกแล้ว) เธอไม่ต้องใช้แอคติ้งอะไรมากในการทำให้คนดูรู้ว่าเธอเก็บซ่อนความเจ็บไม่ให้ลูกชายเห็น Tom Holland ในบทลูกชายก็ดูมีพลังเอามากๆ ไม่ยากเลยที่จะเชื่อว่าเขาพึงพาได้ในสถานการณ์นั้น แต่ที่สุดยอดที่สุดต้องยกให้ Ewan McGregor เอาง่ายๆก็คือทำผมน้ำตาไหลพรากเลยครับ และต้องไม่ลืมน้องอีกสองหน่อ Samuel Joslin และ Oaklee Pendergast ที่ให้ได้พักอมยิ้มในหลายๆฉาก

 

มาถึงตรงนี้ ผมว่า 'The Impossible' เป็นหนังที่ทรงพลังจริงๆครับ แม้มันจะมีภาพโหดร้ายจากภัยธรรมชาติให้เราสั่นสะท้าน มีความสูญเสียมากมาย แต่มันก็ยังเปี่ยมไปด้วยความหวัง กำลังใจ และพลังในการฮึดสู้ที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ทั้งนี้ โดยไม่ทิ้งลืมคนที่จากไปไว้ข้างหลัง (ฉากร่องรอยของคนเหล่านั้นที่ติดมากับตัวละครในตอนท้ายเล่นนี่เอาจุกอกเลยครับ) - 10/10 ครับผม : )

 

Comment

Comment:

Tweet