Rise of the Guardians (B+)

posted on 09 Dec 2012 10:52 by sannyzzz directory Entertainment

แม้ว่าบทจะสะเปะสะปะ และโดดไปมาไม่ค่อยต่อเนื่อง แต่จุดเด่นของ 'Rise of the Guardians' การ์ตูนเรื่องล่าสุดจากค่ายดรีมเวิร์คก็คือภาพสวยมากๆ และคาแรคเตอร์เท่ๆจำๆ หลายคนค่อนขอดว่ามันเป็นการ์ตูนหลอกเด็ก เออสิ ก็ตลาดใหญ่ของการ์ตูนมันก็คือเด็กไง ฮา แต่ก็จริงนะ มันหลอกเด็กจริงๆ หลอกให้เชื่อให้ศรัทธาเรื่องเทพ เรื่องตำนานในวันสำคัญต่างๆ ขณะเดียวกันมันก็หลอกให้ผู้ใหญ่ยังเชื่อยังศรัทธาในความสนุก, ความฝัน, ความทรงจำ, และความหวัง อะไรพวกนี้เป็นต้น สรุปแล้วก็โอเคเลยครับ - 8.5/10 : )

 

The Impossible (A+)

posted on 04 Dec 2012 23:16 by sannyzzz directory Entertainment

เช้าวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ไม่สิ อันที่จริงมันก็ไม่เช้าแล้วล่ะ เพราะมันเกือบเที่ยงแล้ว ผมตื่นขึ้นมาเปิดทีวี เห็นข่าวภัยธรรมชาติอะไรสักอย่าง แต่ยังจับใจความไม่ได้ เขากำลังรายงานเรื่องความสูญเสียที่ประเทศไทย ยาวเรื่อยไปจนถึงประเทศชายฝั่งแอฟริกา ความสูญเสียแผ่กระจายกว้างขนาดนั้น เลยคิดว่าโลกคงถึงกาลอวสานแล้วสิ นั่งเฝ้าหน้าจอทีวีด้วยใจสั่นระทึกสักพักจึงรู้รายละเอียดว่าอะไรเป็นอะไร ร้ายแรงขนาดไหน และเกิดมาจากอะไร และนั่นแหละครับ ครั้งแรกที่ผมรู้จัก "สึนามิ"

 

 

'Hereafter' หนังเมื่อปี 2553 ของ Clint Eastwood ก็เคยพูดถึง และนำเสนอภาพของเหตุการณ์ครั้งนั้น มาปีนี้ 'The Impossible' พูดถึงมันอีกครั้ง โดยคราวนี้เล่าผ่านครอบครัวชาวสเปน (แต่หนังเล่นเป็นครอบครัวชาวอังกฤษ) ที่มาพักผ่อนที่ภูเก็ต และแน่นอน พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับหนึ่งในภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ที่พรากชีวิตคนไปกว่า 230,000 คน

 

หนังนำเสนอภาพของสึนามิได้น่ากลัวมาก และถ่ายทอดออกมาได้ดีมากๆ ทั้งตอนถล่ม การเอาตัวรอดของสองแม่ลูกที่ระทึกมากๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกระเสือกกระสนเอาตัวรอดหลังจากคลื่นสงบลง ภาพแผลของคนแม่นี่ยังติดตาอยู่เลย อีกทั้งภาพเหตุการณ์ระหว่างการเดินทางไปโรงพยาบาลของสองแม่ลูกที่นำเสนอออกมาได้หดหู่สุดๆ

 

หนังทำให้เราได้ลุ้นอยู่ตลอดเวลา ครอบครัวต้องพลัดพราก คนหนึ่งเจ็บหนัก บวกกับบรรยากาศในโรงพยาบาลและศูนย์อพยพที่เต็มด้วยผู้คน มันทำให้เครียดมากๆ แต่กระนั้นเราก็ยังได้เห็นความยิ่งใหญ่ของจิตใจมนุษย์ น้ำใจที่มีให้กันและกัน ที่เป็นจุดขายหลักดั่งที่เห็นกันตั้งแต่คำโปรยบนใบปิด ซึ่งหนังก็ไม่ได้บิ้วมากมาย แต่หลายๆฉากน้ำตามันก็ไหลมาโดยไม่รู้ตัวและกลั้นไม่อยู่จริงๆ

 

 

ซึ่งหนังมาถึงจุดนี้ได้ นอกจากภาพที่สมจริงแล้ว ส่วนสำคัญอีกส่วนก็คือการแสดงที่ท็อปฟอร์มของทุกคนทั้งตัวหลักและตัวประกอบ Naomi Watts (นางเอกอันดับหนึ่งของผม) ให้การแสดงระดับสุดยอด (อีกแล้ว) เธอไม่ต้องใช้แอคติ้งอะไรมากในการทำให้คนดูรู้ว่าเธอเก็บซ่อนความเจ็บไม่ให้ลูกชายเห็น Tom Holland ในบทลูกชายก็ดูมีพลังเอามากๆ ไม่ยากเลยที่จะเชื่อว่าเขาพึงพาได้ในสถานการณ์นั้น แต่ที่สุดยอดที่สุดต้องยกให้ Ewan McGregor เอาง่ายๆก็คือทำผมน้ำตาไหลพรากเลยครับ และต้องไม่ลืมน้องอีกสองหน่อ Samuel Joslin และ Oaklee Pendergast ที่ให้ได้พักอมยิ้มในหลายๆฉาก

 

มาถึงตรงนี้ ผมว่า 'The Impossible' เป็นหนังที่ทรงพลังจริงๆครับ แม้มันจะมีภาพโหดร้ายจากภัยธรรมชาติให้เราสั่นสะท้าน มีความสูญเสียมากมาย แต่มันก็ยังเปี่ยมไปด้วยความหวัง กำลังใจ และพลังในการฮึดสู้ที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ทั้งนี้ โดยไม่ทิ้งลืมคนที่จากไปไว้ข้างหลัง (ฉากร่องรอยของคนเหล่านั้นที่ติดมากับตัวละครในตอนท้ายเล่นนี่เอาจุกอกเลยครับ) - 10/10 ครับผม : )

 

4 มหากาฬพญายม

posted on 28 Nov 2012 22:38 by sannyzzz directory Entertainment

'The Four' เป็นหนังจีนกำลังภายในที่มีส่วนผสมของ X-Men อยู่เยอะมาก คือมันมีทั้งกำลังภายในและพลังพิเศษ หนังสนุกได้แค่พอประมาณ เพราะเรามิอาจมองข้ามรอยโหว่ในหลายจุดไปได้เลย เรื่องราวก็ดูโดดๆ โดยเฉพาะเรื่องรักสามเส้าที่ดูเก้ๆกังๆยังไงไม่รู้ อีกทั้งยังไม่ชัดเจนในหลายๆส่วน เช่น พลังของแต่ละคนคืออะไร

 

อย่างไรก็ดี หนังเรื่องนี้มีหลิวอี้เฟย (Yifei Liu) นะครับ พลังพิเศษของน้องดูจะเจ๋งที่สุด อ่านใจได้ มีพลังจิตเคลื่อนย้ายสิ่งของได้ ง่ายๆก็คือเหมือนกับ Jean Grey ที่ต้องนั่งรถเข็นแบบ Professor X นั่นแหละ อนึ่ง พลังที่ว่าแน่ยังต้องแพ้ความน่ารักของเธอ อิๆ สรุปคือหนังมันไม่ค่อยสนุกอ่ะ บทรั่วๆมึนๆ พันธมิตรก็ดูจะเลยเถิดไปหน่อย แต่น้องหลิวน่ารักสุดๆ แค่นั้นแหละ พอแล้ว อิๆ :D

 

4 MV ใหม่จากสาวอังกฤษ 4 คน

posted on 22 Nov 2012 23:24 by sannyzzz directory Entertainment

เมื่อสาวอังกฤษอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผมถึง 4 คนนัดกันออก MV ใหม่ภายในอาทิตย์เดียว แหม มันช่างน่าสนใจยิ่งนัก อิๆ อ๋อ พวกเธออายุ 26-27 ครับผม : )

 

1. Kate Nash - Death Proof

 

หลังจากอัลบั้มที่แล้วดูจะแป้กๆ (สำหรับเราอ่ะนะ) Kate Nash ออก 'Death Proof (EP)' มาเรียกศรัทธาจากแฟนๆ (อย่างเราอ่านะ) อีกครั้งด้วยซิ้งเกิ้ลแรก "Death Proof" ที่เราว่านี่แหละคือความลงตัวของอัลบั้มแรกและอัลบั้มสอง ดนตรีกวนๆ สนุกๆ กีต้าร์แปร่งๆ ร้องเหมือนบ่น และลุคเธอใน MV ที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ดูพยายามเหมือน MV ในชุดที่แล้ว เธอกลับมาเจ๋งเหมือนเดิมแล้วครับ

 

 

2. Paloma Faith - Just Be

 

งานชุด 2 สาวของลอนดอนคนนี้ Paloma Faith เสน่ห์แพรวพราวมาก ซิ้งเกิ้ลล่าสุด "Just Be" มาในคราบบัลหลาดเคล้าเสียงเปียโนที่โคตรเพราะ MV นี้ใช้สีขาวดำ ย้อนยุคตามสไตล์ และ เอ่อ ปาโลมาแก้ผ้าร้องเพลงแล้วครับ :D

 

 

3. Ellie Goulding - Figure 8

 

ผลจากการไปคบกับไอ้หนุ่มดัปสเตป Skrillex เปลี่ยนอะไรในตัว Ellie Goulding ไปบ้างน่ะหรอ ไม่รู้ดิ เธอไถ่ข้างมาตั้งแต่ก่อนคบกับมัน เอ้ย กับเขาแล้วนะ แนวดนตรีเธอก็ยังเหมือนอัลบั้มแรก คงจะมีพิเศษหน่อยตรงที่มีส่วนผสมของดัปสเตปมากขึ้น (ก็แน่ล่ะ) พิสูจน์ได้จากซิ้งเกิ้ลล่าสุดของเธอ "Figure 8" ที่ขยี้โน้ตกันกระจุยกระจายเลยทีเดียว

 

 

4. Florence + The Machine - Lover To Lover

 

Florence + The Machine ประสบความสำเร็จขนาดไหนน่ะหรอ "Lover To Lover" นี่เป็นซิ้งเกิ้ลที่ 6 จากอัลบั้ม 'Ceremonials' ก็คิดดูเอาเองแล้วกัน ฮ่าๆ ส่วน MV มีแค่คุณฟลอเรนซกับตาหนวดหนึ่งคน ไม่มีแดนเซอร์ ไม่ความอลังการ แค่ชีวิตรักบ้านๆของหนุ่มสาวครับผม : )

 

untitled

posted on 20 Nov 2012 22:12 by sannyzzz
 

ความรู้สึกในการดูหนังแวมไพร์ Twilight ภาคก่อนๆของเราก็คือชอบน้อยลงมาเรื่อยๆ คือภาคแรกก็ไม่ได้ชอบอะไรมากมายอยู่แล้ว ภาคต่อๆมาก็เลยแบบว่า... อ่านะ (แต่ก็ดูโรงมันครบทุกภาคเลยนะ ฮา) สำหรับภาคสุดท้าย 'The Twilight Saga: Breaking Dawn: Part 2' ช่วงแรกอาจจะตะหงิดๆกลิ่นตุๆว่าไอ้แวมไพร์มันเล่นกูอีกแล้ว แต่พอถึงจุดๆหนึ่ง เออ มันมีอะไรเข้าท่าว่ะ : )

 

 

ภาคนี้เล่าเรื่องต่อจากภาคที่แล้วทันที เบลล่ากลายเป็นแวมไพร์ ลูกสาวเรเนสเม่ก็แข็งแรงโตวันโตคืน เหล่าแวมไพร์ตระกูลคัลเลนยังอยู่ดี แต่ดันมีหมาป่าเจคอบมานั่งเนียนเสนอหน้าอยู่ด้วยในแทบทุกจะฉาก ฮา เบลล่าต้องหัดควบคุมตัวเองไม่ให้อยากเลือด ต้องตัดขาดจากพ่อ แถมความพิเศษของเรเนสเม่ ยังนำพาปัญหากับพวกโวลตูรีที่จ้องจะหาเรื่องอยู่แล้วมาให้ และเบลล่ายังต้องมาฝึกควบคุมความสามารถพิเศษของตัวเองอีก

 

ขอติก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยชมตอนท้าย ฮ่าฮ่า :D จุดอ่อนอย่างแรงของภาคนี้ที่เราไม่ชอบมากๆเลยก็คือ ขอเล่านะ (สปอยส์นิดนึง) ปมแรกคือเบลล่า กับการหักห้ามใจไม่ให้อยากเลือดมนุษย์และต้องฝึกควบคุมพลังตัวเอง ปมที่สองก็คือความลับที่ปกปิดพ่อของเบลล่าเอาไว้ และปมใหญ่สุดท้ายคือปัญหากับพวกโวลตูรี ถ้าเป็นหนัง (เจ๋งๆ) เรื่องอื่นๆ มันคงจะขมวดปมทั้ง 3 เข้าด้วยกันให้แน่น แล้วค่อยๆมาคลายทีละเปราะตอนไคลแมกท้ายๆเรื่อง หรือคลายสักปมก่อนเข้าไคลแมกก็ยังดี

 

แต่หนังเรื่องนี้กลับเลือกที่จะค่อยคลี่คลายกันไปทีละปม เบลล่าควบคุมตัวเองได้ เคลียร์ปัญหากับพ่อ ฝึกวิชาสำเร็จ พอปัญหาเหล่านี้หมดแล้วจึงเข้าไปเริ่มแก้ปัญหาใหญ่กับพวกโวลตูรี อันที่จริงวิธีนี้มันก็ไม่ได้ผิดบาปอะไรมาก แต่มันให้ได้แค่อารมณ์ลุ้นกันนิดๆ ว่ากันไปทีละเรื่องๆ ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่ามีปัญหาประดังเข้ามา แล้วมาลุ้นตัวโก่งกันตอนท้าย ซึ่งจริงๆแล้วนี่มันเป็นสูตรมาตรฐานของหนังทั่วไปที่ใช้ได้ผลนะ ทำไมไม่เอามาใช้ล่ะ : )

 

 

ส่วนความเนิบนาบหยาดเยิ้มตอนต้นเรื่องนี่ไม่เท่าไหร่ ชินแล้ว ดูมา 4 ภาคแล้ว รับได้แล้ว ฮ่าๆ แต่ฉากใหญ่ฉากสุดท้ายนี่มันกระป๋องกระแป๋งเกินไปรึเปล่า เหมือนเด็กยกพวกตีกันเลย ไม่ยิ่งใหญ่สมกับเป็นภาคสุดท้ายเลยอ่ะ คือเอาง่ายๆ มันไม่เอพิคอ่ะ อะไรกัน เล่นถอดหัวกันเหมือนเล